วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Teemo (ทีโม่)

Teemo (ทีโม่)
Teemo นั้นเป็นตำนานที่เล่าขานในท่ามกลางพี่น้องชาว Yordle ของเขา ในนคร Bandle ถึงแม้ Teemo นั้นจะมีความเป็นมิตร และชอบที่จะทำภารกิจร่วมกับเพื่อน ๆ ของเขาก็ตาม แต่เขามักจะถูกขอร้องให้ปฏิบัติภารกิจในการป้องกันนคร Bandle คนเดียวบ่อย ๆ แม้ว่า Teemo จะเป็น Yordle ที่มีบุคลิกที่ดูอบอุ่น แต่ในเวลาสงคราม เขาสามารถที่จะปลิดชีวิตของคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ลังเล แม้กระทั่งในตอนที่ถูกเกณฑ์เข้ามาในกองทัพใหม่ ๆ เหล่าผู้สอนต่างพากันสงสัยตัว Teemo ว่าด้วยบุคลิกที่ดูใจดีเช่นนี้ อาจจะทำให้เขามีปัญหาในเวลาทำภารกิจก็เป็นได้ แต่ไม่เลย Teemo กลายเป็นคนที่ซีเรียส พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่า เขามีประสิทธิภาพสูงจริง ๆ ในช่วงเวลาที่การฝึกซ้อมการต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยความสามารถที่เขามี ทำให้ Teemo สามารถไต่เต้าขึ้นไปอยู่หน่วยสอดแนมของยานแม่ได้อย่างรวดเร็ว หน่วยสอดแนมเป็นหน่วยพิเศษที่ปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วย Megling Commandos

Teemo มีความสามารถอย่างมากในการปฏิบัติภารกิจคนเดียว เขามีลูกเล่นแพรวพราวในขณะที่พวก Yordle ทั่วไปไม่มี ประวัติในการปกป้องเมือง Bandle จากศัตรู ทำให้เขาเป็นตำนานที่มีชีวิตอยู่เลยทีเดียว ทางนคร Bandle ตัดสินใจที่จะส่ง Teemo ในฐานะแชมป์เปี้ยนคนแรกของนคร เข้าร่วม League และเขาก็ดูดีใจมาก ราวกับเป็ดได้ว่ายน้ำเลยทีเดียว อาวุธประจำกายของเขาคือ การเป่าลูกดอกที่มีพิษที่ร้ายแรงที่ชื่อว่า Ajunta อาบที่ลูกดอก เขาค้นพบพิษชนิดนี้ที่ป่า Kumungu ในระหว่างที่อยู่ในลีค Teemo ได้ผูกมิตรกับ Tristana ผู้ซึ่งเป็นแชมป์เปี้ยนในลีคเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในหน่วยจู่โจมพิเศษของนคร Bandle อีกด้วย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปด้วยดี จนกระทั่งสื่อของ Valoran เริ่มตีแผ่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ว่าได้พัฒนาจากความเป็นเพื่อนเป็นความโรแมนติกแล้ว ณ ตอนนี้ Teemo ก็เป็นขวัญใจใน League of Legends เขาเป็นแชมป์เปี้ยนตัวเล็ก ที่ทุก ๆ คนต้องกลัว

''Teemo อยู่บนเส้นระหว่าง ผู้รักชาติกับนักฆ่า ไม่มีใครที่เหมาะสมที่จะเป็นเพื่อนมากกว่านี้อีกแล้ว''
-- Tristana กล่าว

Sona (โซน่า)

Sona (โซน่า)
Sona ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองเลย เธอถูกทิ้งไว้ที่หน้าประตูของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในประเทศ Ionia ตั้งแต่ยังเป็นทารกอยู่ โดยที่ข้าง ๆ ตัวเธอนั้น มีเครื่องดนตรีโบราณ ที่ถูกเก็บในกล่องอันสวยสดงดงามวางอยู่ข้างกับ Sona เธอเป็นเด็กที่มีความประพฤติดีมากจนน่าทึ่ง เธอมักจะอยู่เงียบ ๆ และพอใจในสิ่งที่ตนเองมี เนื่องจากลักษณะนิสัยที่ดี พี่เลี้ยงทั้งหลายจึงมั่นใจว่า Sona จะต้องมีคนรับไปเลี้ยงในเร็ววันอย่างแน่นอน แต่ในภายหลังจากนั้น พวกเขากลับพบว่า เบื้องหลังความอ่อนโยนและจิตใจดีแบบผิดปกตินั้น จริง ๆ แล้วเป็นเพราะ Sona ไม่สามารถที่จะพูด หรือเปล่งเสียงใด ๆ เพื่อให้แสดงอารมณ์ออกมาได้ Sona จึงต้องอาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จนกระทั่งเธอเติบโตเป็นวัยรุ่น ถึงกระนั้น เธอก็ได้แต่เฝ้าดูเหล่าผู้รับเลี้ยงเด็กกำพร้า เดินผ่านไปมา คนแล้วคนเล่า ซึ่งในตอนนี้เอง เหล่าพี่เลี้ยงของ Sona ได้ตัดสินใจ ขายเครื่องดนตรีประหลาดที่ถูกวางไว้ข้าง ๆ ตัว Sona เมื่อครั้งที่เธอยังเป็นทารก นำไปขายให้กับนักสะสมผู้ใจร้อนทั้งหลาย โดยพวกเขาหวังว่า เงินที่ได้มานั้น จะสามารถนำมาใช้เป็นทุน เพื่อให้ Sona ได้ออกไปทำอะไรเป็นของตัวเองได้ แต่ด้วยเพราะอะไรก็ไม่อาจทราบ เครื่องดนตรีที่ถูกขายไปแล้วนั้น กลับมาโผล่ที่หน้าสถานเด็กกำพร้าอีก หรือบางครั้งก็กลับมาหา Sona เองเสมอ ๆ

ในเวลาต่อมา เรื่องราวของเครื่องดนตรีชิ้นนี้ ได้ไปเข้าถึงหูของเศรษฐีนีชาว Demacia ที่ชื่อว่า Lestara Buvelle ซึ่งเธอได้ออกเดินทางไปยังประเทศ Ionia ในทันทีที่ได้ทราบข่าวเรื่องนี้ เมื่อถึงที่หมาย เหล่าพี่เลี้ยงได้จัดแสดงเครื่องดนตรีชิ้นนั้นให้ Lestara เธอลุกขึ้นโดยไม่พูดไม่จา แล้วเธอจึงเริ่มต้นสำรวจสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องของ Sona และ Lestara ก็ได้ตัดสินใจรับเลี้ยง Sona ในทันทีอย่างไม่ลังเล อีกทั้งยังให้เงินบริจาคแก่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นจำนวนมาก เพื่อแลกกับเครื่องดนตรีโบราณชิ้นนั้น Lestara ช่วยแนะแนวทางให้แก่ Sona ได้ค้นพบความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่เธอมีต่อเครื่องดนตรีโบราณที่ Lestara เรียกมันว่า etwahl เมื่อที่ etwahl อยู่ในมือของ Sona เสียงดนตรีที่เปล่งออกมาจากเครื่องดนตรีนั้น จะทำให้ผู้ฟังต้องหยุดนิ่ง หรือสั่นเทาอยู่เสมอ ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน Sona ได้กลายเป็นนักเล่นเครื่องดนตรีปริศนา etwahl ผู้โด่งดังไปทั่ว ตั๋วเข้าชมการแสดงของเธอนั้น ขายหมดในทุก ๆ รอบที่เธอแสดง การแสดงดนตรีของ Sona เปรียบเสมือนกับ การชักใยหัวใจของผู้ฟัง ซึ่งเธอสามารถที่จะเปลี่ยนอารมณ์ของพวกเขาได้ตามเพลงที่เล่น การแสดงของเธอนั้น ไม่จำเป็นต้องมีสมุดโน้ตใด ๆ ทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน เธอเองก็ได้ค้นพบศักยภาพในการใช้ etwahl เพื่อความรุนแรงอย่างลับ ๆ เธอสามารถที่จะใช้แรงสั่นที่เกิดขึ้นจากการดีด etwahl ตัด และเฉือนสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ไกลออกไปได้ เธอได้ทำการฝึกฝนศิลปะการใช้ etwahl ในด้านนี้ด้วยตัวเองจนเริ่มเชี่ยวชาญ เมื่อ Sona รู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้ว เธอจึงออกเดินทางไปยังสถานที่ที่เธอสามารถแสดงการเล่นดนตรีเดี่ยวที่เหมาะสมกับเธอ เธอไปพร้อมกับ etwahl ที่ยอดที่สุด สถานที่แห่งนั้นก็คือ การแข่งขัน League of Legends

''ท่วงทำนองของเธอทำให้สะเทือนไปถึงวิญญาณ ความเงียบงันของเธอตัดร่างกายให้แยกออกจากกัน''
-- กล่าวโดย Jericho Swain หลังจากที่ดูการแสดงของ Sona เสร็จ

Braum (บรัม)

Braum (บรัม)
''ฟังนิทานก่อนนอนไหมจ๊ะ?''
''คุณยายคะ หนูโตเกินกว่าจะฟังเรื่องพวกนี้แล้ว''
''หนูยังไม่โตเกินไปที่จะฟังหรอกจ้ะ''
สาวน้อยคลานขึ้นเตียงแบบไม่ค่อยเต็มใจนักและรอฟัง เธอรู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ในขณะที่ด้านนอกมีลมหนาวพัดเสียงโหยหวน ท่ามกลางหิมะแสนเย็นที่ตกโปรยปราย
''เรื่องแบบไหนดีล่ะ? เรื่องเล่าของแม่มดน้ำแข็งดีไหม?'' คุณยายกล่าวถาม
''ไม่ ไม่เอาเรื่องของเธอ''
''งั้น เรื่องของ Braum ล่ะ?'' เธอได้คำตอบเป็นความเงียบสงัด หญิงชราจึงยิ้มพร้อมเริ่มเล่าต่อ ''โอ้ มีหลายเรื่องเลยจ้ะ คุณเทียดของหลานได้เล่าเอาไว้มากมาย อย่างเมื่อครั้งที่ Braum ปกป้องหมู่บ้านของเราจากมังกรยักษ์ หรืออย่างเมื่อนานมาแล้วที่เขาลุยธารลาวา หรืออย่าง...'' เธอหยุดชะงักครู่หนึ่ง พร้อมกับวางนิ้วแตะริมฝีปาก ''ยายเคยเล่าถึงตอนที่ว่า Braum ได้โล่มาได้ยังไงหรือยังจ๊ะ?''
สาวน้อยสั่นศีรษะแทนคำตอบ ในขณะที่เตาไฟช่วยเพิ่มความอบอุ่นไล่ลมหนาว
''เอาละ เรื่องมีอยู่ว่า บนภูเขาที่อยู่ใกล้หมู่บ้านของเรา เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ชายที่มีนามว่า Braum''
''หนูรู้แล้ว!''
''ส่วนใหญ่เขามักจะเก็บตัวเฝ้าเลี้ยงแกะและแพะ อยู่แต่ในฟาร์มของเขา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนใจดีกับทุกคนที่พบเขา เขามักจะมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มอยู่เสมอ''
''จนกระทั่งในวันหนึ่งที่เกิดเรื่องน่ากลัวขึ้น เมื่อโทรลล์หนุ่มน้อย อืมเขาน่าจะอายุพอ ๆ กับหนูนะ เขาได้ทำการไต่ภูเขาขึ้นไปแล้วพบกับห้องเก็บสมบัติซ่อนอยู่ในอุโมงค์บนภูเขา ที่ประตูทางเข้านั้น มีการปิดรักษาด้วยประตูหินขนาดยักษ์ ที่ถูกประดับตกแต่งด้วยเศษน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันละลายตรงใจกลาง เมื่อโทรลล์หนุ่มเปิดประตูเข้าไป เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตนเองเลย เขาพบกับสมบัติกองสูงที่เต็มไปด้วย ทอง อัญมณีต่าง ๆ แวววับ และสมบัติอีกมากมายยิ่งกว่าที่เขาเคยพบเห็นมา!''
''แต่เขาไม่รู้หรอกว่า ห้องสมบัติที่เขาพบนั้นเป็นเพียงกับดักที่แม่มดน้ำแข็งได้ทำการลงคำสาปเอาไว้ และเมื่อเจ้าโทรลล์หนุ่มน้อยย่างก้าวเข้าไปห้อง ประตูเวทมนตร์ก็ปิดเสียงดังสนั่น พร้อมกับขังเขาไว้ข้างในห้องนั้น! เจ้าโทรลล์หนุ่มได้ลองพยายามทำทุกอย่างที่เขาสามารถที่จะทำได้ แต่เขาก็ไม่สามารถออกมาได้''
''จนกระทั่งมีคนเลี้ยงแกะเดินผ่านมา และได้ยินเสียงร้องไห้ของเขา เขาจึงได้ตามทุกคนให้รีบเดินทางไปช่วยโทรลล์หนุ่มน้อย แต่ทว่า แม้กระทั่งนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่สามารถเปิดประตูบานนั้นได้ พวกเขาพยายามมากเท่าใดก็ไม่สำเร็จ พ่อแม่ของเจ้าโทรลล์ตัวน้อยก็อยู่ที่ประตูนั่นไม่ห่างไปไหน แม่ของเขาร้องไห้โอดครวญเสียงดังจนสะท้อนไปทั่วทั้งหุบเขา ทุกสิ่งทุกอย่างมันเหมือนจะไร้ซึ่งความหวังแล้ว''
''จนในที่สุด พวกเขาก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงหัวเราะดังมากจากสถานที่ห่างไกล''
''ต้องเป็น Braum แน่เลย ใช่ไหมคะ?''
''หนูฉลาดมากเลยจ้ะ Braum ได้ยินเสียงร้องไห้ของพวกเขา เขาจึงเดินทางลงมาจากภูเขา เหล่าชาวบ้านจึงบอกเรื่องของโทรลล์หนุ่มน้อยกับคำสาปให้ Braum ฟัง เขายิ้มตอบพร้อมกับพยักหน้า แล้วหันกลับไปยังห้องสมบัติ ยืนประจันหน้ากับเจ้าประตูเจ้าปัญหา เขาลงมือจัดการทั้งดึงทั้งผลัก ทั้งตะบันต่อยและถีบมัน แม้กระทั่งพยายามง้างฉีกบานพับของมันออกมา แต่ประตูก็ไม่ขยับเขยื้อนเลย''
''แต่เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอคะ!''
''มันอาจจะทำให้งงสักเล็กน้อยจ้ะ'' คุณยายตอบรับ และเล่าต่อ ''แล้วจากนั้นเป็นเวลา 4 วัน 4 คืน Braum นั่งคิดอยู่บนก้อนหิน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา เพราะยังไงก็ตาม ครั้งนี้เขามีชีวิตของโทรลล์หนุ่มน้อยเป็นเดิมพัน
''หลังจากที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ยามรุ่งอรุณของวันที่ 5 ดวงตาของเขาเบิกกว้าง พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขากล่าวขึ้นมาว่า 'ถ้าฉันไม่สามารถผ่านทางประตูไปได้ งั้นฉันก็แค่ไปผ่านทาง...''
สาวน้อยหยุดคิดตาม และดวงตาเธอเบิกกว้าง ''ทาง... ภูเขา!''
''ใช่แล้วจ้ะ ภูเขา หลังจากนั้น Braum จึงเดินหน้าขึ้นไปยังยอดเขา แล้วตะบันต่อยดิ่งลงมา ต่อยย้ำแล้วย้ำอีกลงบนหิน หมัดแล้วหมัดเล่า ทำให้ก้อนหินแตก เกิดเป็นเส้นทางลึกลงไปในภูเขา
''เหล่าชาวบ้านต่างเอาใจช่วยลุ้นกันจนลืมหายใจ หินที่อยู่รอบประตูร่วงหล่นจนมันพังทลายลง แล้วเมื่อฝุ่นจางลง พวกเขาก็เห็น Braum ยืนอยู่ท่ามกลางกองสมบัติ และโอบอุ้มเจ้าโทรลล์ตัวน้อยที่ใบหน้าแลดูอ่อนเพลียแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข อยู่ในอ้อมกอดของเขา''
''หนูคิดไว้แล้ว ว่าเขาต้องทำได้!''
''แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เฉลิมฉลองกัน รอบ ๆ นั้นก็เริ่มมีเสียงดังกึกก้อง และเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อุโมงค์ที่ Braum ขุดนั้น ส่งผลทำให้ยอดเขาเปราะบางลง จนมันถล่มลงมา! Braum ไตร่ตรองอย่างรวดเร็ว เขาคว้าเอาประตูอาคมมายกขึ้นป้องกันไว้เหนือหัว ดุจดั่งโล่ที่ช่วยปกป้องพวกเขาจากการถล่มของยอดเขา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสงบลง Braum ก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงเป็นอย่างมาก แต่ประตูก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลย! Braum จึงตระหนักว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างที่สุดแสนจะพิเศษอย่างแน่นอน''
''แล้วหลังจากนั้น โล่เวทมนตร์ก็ไม่เคยอยู่ห่างตัว Braum เลย''
สาวน้อยนั่งตัวตรง พร้อมพยายามปกปิดความตื่นเต้นที่เธอมีอยู่ คุณยายนั่งรออยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเธอก็ยักไหล่ พร้อมกับลุกเพื่อออกจากห้อง
''คุณยายคะ'' สาวน้อยเรียกเธอเอาไว้ ''เล่าให้ฟังอีกสักเรื่องได้ไหมคะ?''
''เอาไว้เล่าต่อวันพรุ่งนี้นะจ้ะ'' คุณยายยิ้มตอบ ก่อนที่จะจูบที่หน้าผากสาวน้อย หลังจากนั้นก็เดินไปเป่าเทียนไขเพื่อดับแสงไฟ ''ตอนนี้หนูต้องเข้านอนแล้ว ยายยังมีเรื่องราวอื่น ๆ ที่จะเล่าให้ฟังอีกเยอะเลย''

Udyr (อูเดีย)

Udyr (อูเดีย)
Udyr เป็นมากกว่ามนุษย์ เขาเป็นภาชนะของจิตวิญญาณแห่งสัตว์ป่าทั้งสี่ เมื่อ Udyr อัญเชิญวิญญาณสัตว์ป่าทั้งสี่มาประทับร่าง เขาสามารถควบคุมพลังของพวกมันได้อย่างดีเยี่ยม และพวกมันต่างมอบพลังให้แก่ Udyr เขาจะได้ความเร็วและความดุดันจากเสือ ความแข็งแกร่งจากเต่า พละกำลังจากหมี และเปลวเพลิงแห่งนิรันดร์จากฟีนิกซ์ ด้วยการประสานพลังของพวกมัน ทำให้ Udyr สามารถตอบโต้ผู้ใดก็ตาม ที่มีเจตนาจะทำลายกฎแห่งธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย

ใน Freljord ที่นั่น... มีตระกูลหนึ่งที่อาศัยปลีกวิเวกห่างจากสังคมในแดนเถื่อนแห่งนี้ พวกเขาคือเหล่าผู้พิทักษ์กฎธรรมชาติของโลก หรือที่รู้จักกันในนาม Spirit Walker ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งของชั่วอายุคน จะมีเด็กหนึ่งคนที่ถือกำเนิดขึ้นมาในคืนพระจันทร์สีเลือด เด็กคนนี้จะมีชีวิตอยู่ระหว่างสองโลก โลกวิญญาณและโลกมนุษย์ และจะเติบโตมาในฐานะของ Spirit Walker เพื่อสานต่อกฎของธรรมชาติให้ดำรงอยู่ Udyr คือเด็กคนนั้น ผู้ที่กำเนิดในคืนพระจันทร์สีเลือด เขาเข้าใจในภาษาเห่าหอนของเหล่าหมาป่า ก่อนที่จะเรียนรู้ภาษาจากเหล่าบรรพบุรุษของเขาเสียอีก วันหนึ่งเมื่อ Udyr ได้รับสืบทอดตำแหน่ง Spirit Walker เขาจะได้เรียนรู้ความหมายของเสียงเรียกแห่งจิตวิญญาณ และคอยพิทักษ์ความสมดุลของธรรมชาติ Spirit Walker คนปัจจุบันจะคอยพร่ำบอก Udyr อยู่เสมอ ว่าเขาจะถูกทดสอบมาก มากยิ่งกว่าทุกรุ่นที่กำเนิดมาก่อนหน้าเขา และเหตุผลที่เหล่าวิญญาณของ Freljord เพิ่มมากขึ้นแบบไม่หยุดนั้น ยังคงคลุมเคลืออยู่ เขาจะต้องหาคำตอบให้ได้

คำตอบนั้นมาถึงในกลางฤดูหนาว ที่มืดและน่ากลัว... Udyr และ Spirit Walker พบกับรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัวร่อนผ่าน รู้ได้เพียงผ่านเสียงกระซิบที่น่าสยดสยอง... ของแม่มดน้ำแข็ง อย่างเดียวที่เขารับรู้คือ เขาอาจตายเพราะตกเป็นเหยื่อของเวทมนตร์ของเธอได้อย่างง่ายดาย แต่ Spirit Walker ช่วยปกป้องเด็กหนุ่มไว้จากการโจมตีของเธอด้วยชีวิตทั้งหมดที่เขามี ภายใต้ความเศร้าโศก Udyr หอนออกมาอย่างบ้าคลั่ง และเขาเองก็รู้สึกถึงพลังของ Freljord ที่ตอบรับเสียงหอนของเขาด้วย ในช่วงเวลานั้นเอง เด็กหนุ่มถูกห้อมล้อมด้วยจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ และกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย แต่ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่เกินไป เขาไม่อาจควบคุมพลังเอาไว้ได้ ความโกรธของ Udyr ร้องคำรามดังออกมา ทำให้หิมะบนยอดภูเขาถล่มลงมาเป็นดังคลื่นยักษ์ถาโถม จนในตอนท้ายที่สุด Udyr ก็สามารถตะกุยหิมะหนีหายออกไปได้ โดยทิ้งแม่มดน้ำแข็งเอาไว้ด้านหลัง ที่ซึ่งไม่สามารถติดตามเขามาได้

เวลาผ่านไปหลายปี ชนเผ่าที่อาศัยในตอนเหนือเริ่มจะหลีกเลี่ยงให้อยู่ห่างจากคนป่า และอาณาเขตของเขา แล้ววันหนึ่ง Udyr สัมผัสได้ถึงกลิ่นของผู้บุกรุกที่เข้ามาอย่างไม่กลัวเกรง ข้ามเข้ามาในอาณาเขตของเขา เขาตัดสินใจที่จะไล่ผู้บุกรุกออกไปทันที เขาเข้าจู่โจมเจ้าคนแปลกหน้า แต่กลับถูกปัดป้องอย่างง่ายดาย เขาบุกเข้าโจมตีอีกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่เป็นผลเลย Udyr รู้สึกทั้งเหนื่อยล้า และพ่ายแพ้ เขาจึงเริ่มสงบลง แล้วเอ่ยปากถามชายแปลกหน้าคนนี้ ''เจ้าเป็นใคร'' นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับ Lee Sin พระที่ออกเดินทางเพื่อตามหาคำชี้แนะจาก Spirit Walker แต่กลับต้องมาเจอชายผู้ที่หลงทางจากสิ่งที่ควร เขาจึงสัญญาจะช่วยให้ Udyr พบหนทางที่ถูกต้อง และพาเขากลับไปยังวัด ที่ที่เล่าขานกันว่า วัดนั้นถูกปกป้องด้วยวิญญาณนิรันดรทั้งสี่ ที่นั่น... Udyr จะได้พบกับสิ่งที่เหมาะสมกับเขา

Lee Sin นำ Udyr มายังดินแดนซึ่งต่างจากบ้านเกิดของเขาอย่างสิ้นเชิง การเอาตัวรอดไม่ใช่กฎปฎิบัติของชาว Ionia หรือสิ่งมีชีวิตในดินแดนแห่งนี้ เป็นครั้งแรกที่ Udyr รู้สึกได้ถึงความสงบ พร้อมกับเหล่าจิตวิญญาณที่รายล้อมอยู่รอบตัว อีกทั้งยังได้เจอมิตรภาพระหว่างหมู่มวลมนุษย์ด้วยกันอีกด้วย เขาได้ใช้เวลาฝึกตนเอง พวกเขาสอนเขาให้รู้จักการควบคุมอารมณ์ ในขณะที่เขาทำสมาธิไปพร้อมกับเรียนรู้ภูมิความรู้จากเหล่าวิญญาณโบราณที่อยู่ในอารามแห่งนี้ พวกเขาสอนเขาเรื่องต่าง ๆ ให้มากมาย จากสิ่งที่เรียนรู้ ทำให้ Udyr ได้รู้สัจธรรมที่แท้จริงของชีวิต และพร้อมจะเป็น Spirit Walker รุ่นถัดไป

Udyr ติดหนี้บุญคุณเหลือคณานับแก่ชาว Ionia พวกเขาไม่เคยถามถึงมัน แต่มันเป็นหนี้ที่เขาจะต้องชดเชยคืนให้อย่างถึงที่สุด เมื่อครั้งที่กองทัพ Noxus บุกรุกเข้ามา เหล่าทหารชั่วโจมตีข่มเหงชาว Ionia ผู้รักสงบ Udyr ก็ไม่อยู่เฉย เขายังไม่ลืมเขี้ยวเล็บที่เขามี Udyr ใช้ความป่าเถื่อนกระโดดจากต้นไม้เข้าต่อสู้กับกองทัพทหาร ใช้กรงเล็บทำร้ายเหล่าทหาร แถบบริเวณบนริมฝั่งแม่น้ำ เขาขว้างพวกมันกลับไปราวกับน้ำหลาก และในที่โล่ง เขาแผดเผาพวกมันด้วยไฟราวกับไฟป่า จนกระทั่งเหล่าทหาร Noxus วิ่งหนีหางจุกตูด Udyr จึงค่อย ๆ ลดความคลั่งของเขาลง

ความสงบสุขกลับคืนสู่ Ionia แต่ Udyr ยังคงรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ยังคอยรบกวนอยู่ภายในจิตใจของเขา เมื่อเขาเพ่งจิต จึงสัมผัสได้ถึงเหล่าจิตวิญญาณแห่ง Freljord ที่กำลังเรียกร้องหาเขาอยู่ นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงอสูรร้ายจากน้ำแข็ง ทำให้ Udyr เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงภัยคุกคามที่แม่มดน้ำแข็งทำไว้ที่บ้านเกิดของเขา เธอคือผู้ส่งสารแห่งความมืดที่จะปกคลุมดินแดนแห่งนี้ในไม่ช้า เขาพร้อมแล้วที่จะร่วมรบไปกับเหล่าจิตวิญญาณสุดแข็งแกร่งทั้งสี่ Udyr จึงออกเดินทางมุ่งหน้ากลับไปยัง Freljord เพื่อปกป้องธรรมชาติจากใครก็ตามที่คิดรุกรานทำลายความสมดุลของโลก

''เจตจำนงของธรรมชาติจะสำเร็จได้ ผ่านทางพวกข้า''
-- Udyr

Kha'Zix (คาซิก)

Kha'Zix (คาซิก)
นักล่าที่โหดร้ายเลือดเย็น Kha'Zix ได้ลักลอบเข้าไปใน Valoran เพื่อออกล่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทุก ๆครั้งที่เขาลงมือสังหารเหยื่อ เขาจะดูดซับพลังของเหยื่อ เพื่อนำมาเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง และทำให้ตัวเขาเองมีวิวัฒนาการร่างกายสูงขึ้น แกร่งขึ้น Kha'Zix มีความกระหายที่จะเอาชนะ และต้องการที่จะกิน Rengar ที่เป็นอสุรกายเพียงหนึ่งเดียวที่เขาคิดว่าแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเขา

ครั้งแรกเมื่อ Kha'Zix ก้าวเข้ามาใน Valoran เขามีเพียงร่างกายที่แสนอ่อนแอและหิวโหยมาก เหยื่อตัวแรกที่เขาพบเจอนั้น ทั้งตัวเล็กและอ่อนแอเกินไป เกินกว่าที่จะทำให้ร่างกายของเขาวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วตามที่เขาปรารถนา เขาจึงเล็งหาเหยื่อที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่เขาจะหาพบได้ เขายอมเอาชีวิตตนเองเข้าเสี่ยง ยอมเดิมพันสูงสุด เพื่อสิ่งที่เขาต้องการ ทุกครั้งที่เขาลงมือสังหาร ร่างกายของเขาจะมีการวิวัฒนาการให้เป็นนักล่าที่มีความรวดเร็ว และทรงพลังมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ Kha'Zix ในตอนนี้ กระหายเลือด บ้าคลั่ง และเขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้อีกแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับกลิ่นคาวเลือด ผู้ล่าต้องกลับกลายเป็นผู้ถูกล่า เมื่อสัตว์ประหลาดลึกลับกระโจนเข้าใส่เขา ที่เข้ามาพร้อมเขี้ยวขาววาววับและอาวุธเหล็กกล้า กระแทกเขาลงกับพื้นดิน มันคำรามใส่หน้าเขา กรีดแทงเชือดเฉือนด้วยมีด ฉีกกระชากข่วนตะปบด้วยกงเล็บ นี่เป็นครั้งแรกที่ Kha'Zix ได้รับรู้สึกถึงเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากร่างของเขา เขากรีดร้องด้วยความโกรธ เขาจ้วงเล็บเข้าใส่ดวงตาข้างหนึ่งของศัตรู และเริ่มทำการต่อสู้กลับ ทั้งสองสู้กันตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จนเวลาล่วงเลยมาถึงเช้าวันใหม่ ในท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างมีอาการบาดเจ็บสาหัส การต่อสู้จึงจำเป็นต้องยุติลง และแยกย้ายกันไปอย่างไม่เต็มใจนัก หลังจากที่บาดแผลของ Kha'Zix เริ่มสมานตัว ในหัวใจของเขานั้นรู้สึกร้อนรุ่มเต็มไปด้วยความกระหาย เขาต้องการจะกลืนกินความแข็งแกร่งสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ที่สามารถต่อกรกับความแข็งแกร่งของ The Void ได้ เขากลับไปค้นหาเหยื่อที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้ร่างกายของเขาพัฒนามากขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งของตนเอง เพื่อที่สักวันหนึ่ง เขาจะได้กลืนกิน Rengar

''ฆ่า กิน พัฒนา''
-- Kha'Zix

Darius (ดาเรียส)

Darius (ดาเรียส)
ในกองกำลัง Noxus นั้น อาจจะไม่มีสิ่งใดที่ดูยิ่งใหญ่ไปกว่า Darius บุรุษที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก และเขาก็เป็นนักรบที่แข็งแกร่งมาก ชีวิตในวัยเยาว์ของ Darius ต้องกำพร้าตั้งแต่เด็ก เขาต้องต่อสู้เรื่อยมา เพื่อให้ตนเองและน้องชายของเขามีชีวิตอยู่รอดต่อไป เมื่อเขาต้องเข้าร่วมกองทหาร เขามีความแข็งแกร่งกว่าเพื่อนมาก เพราะเขาได้พัฒนาตั้งแต่ตอนเยาว์วัยอยู่แล้ว อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์การต่อสู้มากพอ ๆ กับพวกทหารที่ผ่านศึกมาเลยทีเดียว การทดสอบจริงครั้งแรกของ Darius เกิดขึ้นในการรบครั้งสำคัญที่ต้องต่อสู้กับ Demacia ในขณะที่กองกำลัง Noxus เริ่มจะอ่อนล้าและกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ หัวหน้าของ Darius ได้ออกคำสั่งให้ถอยทัพ แต่ทว่า Darius ไม่ยอมรับการกระทำที่ขี้ขลาดเช่นนั้น เขาจึงปฏิเสธและโยนแผนการทิ้งเสีย เขาเดินตรงไปหาหัวหน้าของเขาและลงมือสังหารด้วยขวานยักษ์ของเขา จะเป็นเพราะความหวาดกลัวหรือแรงบันดาลใจอะไรก็ไม่อาจทราบ เหล่าทหารทั้งหมดติดตาม Darius เข้าสู่การต่อสู้อีกครั้งด้วยความฮึกเหิม พวกเขารบด้วยความแข็งแกร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากการต่อสู้อย่างยาวนานและเหนื่อยล้ามาก พวกเขาก็ได้รับชัยชนะกลับมา

ด้วยชัยชนะในครั้งนี้ Darius ได้นำกองกำลังทหารที่โหดเหี้ยมและจงรักภักดีต่อเขาออกเดินทางเพื่อต่อสู้กับ Demacia หลังจากที่เขาได้พิสูจน์ความสามารถในสนามรบ Darius ได้เดินทางกลับไปยังบ้านของเขา เมื่อเขากลับมาถึง เขาได้พบว่า Noxus กำลังตกอยู่ในสภาวะตกต่ำและอ่อนแอลง เพราะเหล่าขุนนางที่เห็นแก่ตัวและละโมบโลภมากคอยบั่นทอนความแข็งแกร่งของ Noxus เขามองหาหนทางที่จะทำให้ Noxus กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง Darius ลงมือปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกลุ่มผู้นำใน Noxus เขาลงมือค้นหาและระบุตัวขุนนางที่อ่อนแอและเป็นหุ่นเชิด และขับไล่คนพวกนี้ออกจากตำแหน่ง มีหลาย ๆ คนใน Noxus มองว่าการกระทำของเขาเหมือนกับว่าเขาพยายามจะควบคุมอำนาจ แต่ที่จริงแล้ว เขามีแผนการอื่นสำหรับบัลลังก์นี้ Darius ได้เฝ้ามองการก้าวขึ้นมาสู่ความยิ่งใหญ่ของ Jericho Swain เขาได้เห็นถึงความเป็นผู้นำของ Swain ที่มุ่งมั่นที่จะนำพา Noxus ไปสู่ความรุ่งโรจน์ ในตอนนี้ Darius ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ Master Tactician เพื่อรวมเมืองให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้กองกำลังของ Noxus แข็งแกร่งขึ้นไปอีก

''หากนคร Noxus สามารถรวบรวมเป็นปึกแผ่นได้ ก็สามารถเป็นผู้ครองโลกได้แน่นอน และมันก็ควรเป็นเช่นนั้น''
-- Darius กล่าว

Yasuo (ยาสึโอะ)

Yasuo (ยาสึโอะ)

                                         


              Yasuo ชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น เขาเป็นนักดาบที่แข็งแกร่ง รวดเร็ว ควงคู่ดาบสายลมเข้าฟาดฟันเหล่าศัตรู ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนักรบที่น่าภาคภูมิใจ แต่เขาก็ต้องเสียเกียรติเพราะข้อกล่าวหาที่ตนไม่ได้ทำ และถูกตามล่าจนต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ถึงแม้ในท้ายที่สุดทั้งโลกจะกลายเป็นศัตรูกับเขา เขาก็จะทำทุกอย่างด้วยพลังทั้งหมดที่มีเพื่อลบล้างความผิด แสวงหาความเที่ยงธรรม และกู้เกียรติของตนเองคืน

ในครั้งอดีต Yasuo เคยเป็นลูกศิษย์ที่เก่งกาจของสำนักดาบอันโด่งดังใน Ionia เขาเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวในรุ่น ที่สามารถเรียนรู้เข้าถึงแก่นแท้ของเคล็ดวิชาสายลมในตำนาน หลายคนเชื่อว่าเขามีโชคชะตาที่จะได้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม โชคชะตาเขาก็ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล Yasuo ถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้อาวุโสของ Ionia ในคราวที่กองทัพ Noxus บุกเข้ามา เขาได้กระทำการอันแสนโง่เขลา เขาเชื่อว่ามีเพียงดาบของเขาเท่านั้นที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำให้ได้ เขาจึงละทิ้งหน้าที่แล้วไปเข้าร่วมต่อสู้ เมื่อถึงเวลาที่เขากลับมา เขาก็ต้องพบว่าผู้อาวุโสถูกสังหารไปเสียแล้ว

Yasuo ผู้ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี เข้าใจดีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาพร้อมที่จะชดใช้ความผิดพลาดของเขาด้วยชีวิตของตนเอง แต่เขาก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อเขารู้ว่าถูกกล่าวหาใส่ความให้เป็นผู้ลงมือสังหารเสียเอง ถึงแม้ว่าจะเกิดความสับสน ทรมานกับความรู้สึกผิด แต่เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย คนร้ายตัวจริงผู้ที่ลอบสังหารก็จะไม่ถูกลงโทษ Yasuo จึงตัดสินใจยกดาบขึ้นต่อสู้กับสำนักของตน เพื่อหาทางหนีรอดออกมา การที่เขาต่อสู้กับสำนักตนเองนั้น เป็นที่รู้กันว่าเขากระทำการทรยศ จึงถือเป็นศัตรูกับชาว Ionia ความสัมพันธ์ที่มีขาดสิ้น หลงเหลือเพียงความโดดเดี่ยวครั้งแรกในชีวิต แต่เขาก็พร้อมแล้วที่จะออกไปตามหาคนร้ายตัวจริงที่สังหารผู้อาวุโส

Yasuo ใช้เวลาหลายปีเดินทางตะลอนไปทั่วแผ่นดิน เพื่อตามหาเบาะแสที่อาจช่วยนำพาเขาไปหา​​มือสังหาร ในขณะเดียวกันก็ถูกเหล่าอดีตพวกพ้องตามล่าอย่างไม่ลดละ จนถึงขนาดที่ถูกบังคับให้ ไม่สู้ก็ตาย ความตั้งใจผลักดันให้เขาเดินหน้าเรื่อยมา จนกระทั่งเขาถูกติดตามด้วยคนที่เขาหวั่นเกรงมากที่สุด... พี่ชายของเขาเอง Yone

ตามเกียรติปกติทั่วไป นักรบทั้งสองโค้งคำนับกันแล้วชักดาบออกมา พวกเขาตั้งท่าประชันหน้ากันอย่างเงียบสงบใต้แสงจันทร์ เมื่อพวกเขาเข้าปะทะกัน ชั่วแว่บเพียงแสงกระพริบจากดาบเหล็ก เขาก็ฟาดฟันพี่ชายของเขาร่วงล้มลงทันที Yone ไม่อาจเทียบฝีมือสู้กับ Yasuo ได้เลย หลังจากนั้น Yasuo ก็ทิ้งดาบแล้ววิ่งไปหา Yone ทันที

ด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก เขาอยากทราบว่าทำไมพี่ของเขาก็คิดว่าตัวเขามีความผิด Yone บอกกับเขาว่า ''ผู้อาวุโสถูกสังหารด้วยเคล็ดวิชาสายลม ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วจะเป็นใครไปได้อีก?'' Yasuo พึ่งเข้าใจถึงข้อกล่าวหา ว่าทำไมเขาถึงตกเป็นผู้ต้องสงสัย เขารู้สึกสำนึกได้ว่านี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาทำตัวไร้เดียงสา และร้องขอให้พี่ชายยกโทษให้เขา น้ำตารินไหลจากนัยน์ตา หลั่งไหลหยดผ่านแขนจากพี่ชายเพียงคนเดียวของเขาไป

Yasuo ได้ทำการฝังศพ Yone ใต้แสงแห่งรุ่งอรุณ แต่เขาก็ไม่มีเวลาอาลัยอาวรณ์มากนัก เพราะอีกไม่นานก็จะมีคนอื่น ๆ มาตามล่าเขาอีก สิ่งที่พี่ชายเขาบอกมานั้น ได้ให้เจตนารมณ์ใหม่แก่เขา เชื่อว่าเบาะแสที่ได้มาจะช่วยนำพาเขาให้เจอคนร้ายตัวจริง เขาทำการสาบานคำมั่น เก็บข้าวของสัมภาระ ก่อนจะหันไปมองหลุมศพ Yone เป็นครั้งสุดท้าย แล้วออกเดินทางจากไป โดยเหลือทิ้งไว้เพียงสายลมทิ้งไว้ด้านหลัง

''เรื่องราวของดาบก็เหมือนการวาดหมึกในสายเลือด''
-- Yasuo